ภัยเงียบจากปลาทูน่า

ภัยเงียบจากปลาทูน่า เป็นที่รู้กันว่าเนื้อปลา เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดี เนื่องจากย่อยง่าย และมีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืด หรือปลาทะเล ก็ล้วนมีประโยชน์กับเราทั้งสิ้น รวมไปถึงปลาทูน่าที่ให้รสชาติอร่อย สามารถประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งทูน่ากระป๋อง และทูน่าสด แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ปลาทูน่าที่ชอบกินจะปลอดภัย และไม่ทำลายสุขภาพของคุณ ลองมาทำความรู้จัก กับปลาทูน่าให้มากขึ้นหน่อยดีไหม?

ธรรมชาติของปลาทูน่า

ปลาทูน่า หรือ ปลาโอ เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง เนื้อมีสีชมพู หรือสีแดงสด ซึ่งแตกต่างจากเนื้อปลาทั่วไป ที่จะมีสีขาว ส่วนใหญ่มักนำมาทำเป็นปลากระป๋อง หรือนำมาปรุงสดเป็นเมนูต่าง ๆ โดยทั่วไปมักชอบอาศัยกันอยู่เป็นฝูงในทะเล หรือมหาสมุทรที่ห่างจากชายฝั่ง ปลาชนิดนี้จะมีรูปร่างเพรียว ที่ครีบหางเว้าลึก มันสามารถว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก สำหรับสายพันธุ์ที่คนชอบนำมาทำอาหาร ได้แก่ ทูน่าตาโต ทูน่าครีบเหลือง ทูน่าสีน้ำเงิน และทูน่าครีบยาว

ปลาทูน่ามีปัญหากับสุขภาพของคนเราได้อย่างไร

โดยทั่วไปปลาทูน่า ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์ แต่ที่มีปัญหาก็คือ โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยโลหะหนัก ลงสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแคดเมียม โครเมียม ปรอท หรือตะกั่ว ซึ่งโลหะหนักเหล่านี้ เป็นพิษต่อร่างกายเรา สุดท้ายมันก็แพร่กระจายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ทะเล และมหาสมุทร 

เมื่อทูน่าอยู่ในทะเล มันจึงได้รับโลหะหนักเหล่านี้แบบเต็ม ๆ ซึ่งจากการศึกษา พบว่าปลาทูน่าเป็นอาหารที่มีสารเคมี ประเภทปรอทอยู่มาก โดยเฉพาะ ปลาทูน่าตาโต และบริเวณส่วนเนื้อแดง ของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ส่วนปลาทูน่าที่พบโลหะหนักน้อยที่สุด ก็คือปลาทูน่าครีบเหลือง และส่วนที่เป็นมันของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน แต่ทั้งนี้มันก็มีโลหะหนักเกินกว่าความปลอดภัย ที่คนเราควรจะได้รับทั้งสิ้น

จะเป็นอย่างไร? เมื่อคนเรากินปลาทูน่าที่มีโลหะหนักเข้าไป

เมื่อเรารับประทานปลาทูน่า ที่มีปรอทเข้าไปบ่อย ๆ ในตอนแรกมันจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่เมื่อนานวันเข้า มันจะสะสมจนส่งผลเสียต่อร่างกาย และแสดงอาการออกมา ได้แก่

  • มีภาวะกล้ามเนื้อสั่น สมองพิการ และตาบอด
  • มีอาการหูตึง สูญเสียการประสานงานของกล้ามเนื้อ อาจมีหลอดเลือดแข็ง และเป็นอัมพาต ถ้าเป็นมากอาจเสียชีวิต
  • ในสตรีมีครรภ์ อาจทำให้เด็กในท้องเจริญเติบโต แบบมีปัญหาด้านสติปัญญา และมีอาการแขนขาอ่อนแรง
  • หากเป็นกรณีโลหะหนัก อย่างตะกั่วอาการที่พบทั่วไปคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง น้ำหนักลด มีอาการทรงตัวไม่อยู่ และประสาทหลอน

นอกจากนี้ ทูน่าที่เก็บไว้ในอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เนื้อปลาจะเกิดสารพิษชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารพิษคอมโบรท็อกซิน หรือ อิสตามีน ซึ่งอาจทำให้เราแพ้ เกิดผื่นคัน ท้องอืด และคลื่นไส้อาเจียนได้ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ สารพิษชนิดนี้จะไม่เปลี่ยนรสชาติ เมื่อเรารับประทานเข้าไป แม้จะทำให้สุกสารพิษก็ไม่หายไป

จะทานปลาทูน่ายังไงให้ปลอดภัย

หากจำเป็นต้องรับประทานปลาทูน่า ควรเลือกเป็นปลาทูน่าในน้ำแร่ จะดีกว่าปลาทูน่าในน้ำมัน เพราะน้ำมันจะเป็นตัวที่ละลายไขมันปลา ที่มีโอเมก้า 3 ออกมา เวลารับประทานก็เทส่วนที่เป็นน้ำมันทิ้ง ที่สำคัญอย่ารับประทานปลาทูน่า ที่เก็บไว้ในอุณหภูมิเกิน 60 องศาเซลเซียส เพราะจะยิ่งเกิดอันตรายต่อร่างกายมากขึ้นไปอีก

เนื้อปลาต่างก็มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ควรทานปลาอะไรที่ซ้ำ ๆ กันบ่อยเกินไป โดยเฉพาะปลาทะเลอย่างทูน่า เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ และครอบครัว

กินปลาใช่ว่าดีเสมอไป

อย่างปลาทูน่า นอกจากจะมีข้อดีแล้ว ยังมีข้อเสียด้วย หากเก็บรักษาไว้ไม่ดี เพราะปลาทูน่าที่ถูกเก็บไว้ในที่ที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เนื้อปลาจะเกิดสารพิษชนิดหนึ่งเรียกว่า สารพิษคอมโบรท็อกซิน หรือ อิสตามีน สารพิษนี้ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น ผื่นคัน คลื่นไส้ อาเจียน และท้องอืด ที่สำคัญสารพิษชนิดนี้ จะไม่เปลี่ยนรสชาติและกลิ่นของปลาทูน่า ดังนั้น ผู้บริโภคจะไม่สามารถรู้ตัวเลยว่ารับประทานปลาทูน่า มีสารพิษนี้เข้าไปแล้ว และที่สำคัญหากเกิดสารพิษนี้ในปลาทูน่าแล้ว แม้จำทำให้สุก สารพิษก็จะไม่หายไป ดังนั้น หากคุณจะรับประทานปลาทูน่า ควรเลือกปลาทูน่าที่บรรจุในภาชนะที่สะอาด และเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

อันตรายจากสารพิษ ฮีสตามีนในอาหารกระป๋อง

ฮีสตามีนคือ สารพิษที่เป็นอันตรายในอาหาร (food hazard) ประเภทอันตรายทางเคมี (chemical hazard) ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) ซึ่งส่วนใหญ่ จะพบในอาหารที่มีวัตถุดิบจากปลาในตระกูล Scombridae และ Scomberosocidae ได้แก่ ปลาทูน่า (Tuna) หรือที่เรียกว่า ปลาโอ เช่น ปลาโอแถบ (Skipjack tuna) ปลาโอครีบเหลือง (Yellowfin tuna) ปลาโอครีบฟ้า (Bluefin tuna) ปลาหลังเขียว (Sardine) ปลาแมกเคอเรล (Mackerel), Mahi-mahi, Amberjack, Marlin, Black marlin และหอยเปาฮื้อ (Abalone) ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีฮีสตามีนจะเกิด อาการแพ้ โดยอาการที่เกิดขึ้นได้แก่ แสบร้อนในปาก เป็นผื่นคัน ความดันโลหิตต่ำลง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย เป็นต้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ กําหนดมาตรฐาน สําหรับปริมาณฮีสตามีนในปลากลุ่มนี้ซึ่ง ส่วนใหญ่กําหนดไว้ไม่ให้สูงกว่า 100 µg/g

บทความแนะนำ

สีมงคลเสริมดวง 2020

7 กฎเหล็กในการเลือกรถมือสอง

Close