รู้จักมด สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่น่าหลงใหล และวิธีการเลี้ยง

คงไม่มีใครในที่นี่ไม่รู้จักและไม่เคยเจอมดมาก่อน เพราะเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กนี้สามารถอยู้ได้แทบทุกที่เลยก็ว่าได้ แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่เคยเลี้ยงมด อาจจะมีบ้างที่มีเกษตกรเลี้ยงมดแดงไว้ขายหรือว่าเป็นอาหาร แต่เราไม่ได้มาบอกวีธีการเลี้ยงมดแดงแต่อย่างใด เรามาพูดถึงมดที่เลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงต่างหาก วันนี้เรามาทำความ รู้จักมด และรู้วิธีการเลี้ยงมดกันดีกว่า

หากมีคำถามว่าถ้าไม่ได้เลี้ยงไว้เป็นอาหารแล้วเลี้ยงไว้ทำไม ตอบได้เลยว่าคนเลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ดูระบบนิเวศและวิถีกาารใช้ชีวิตของมด พูดง่าย ๆ คือเลี้ยงไว้เพื่อความจรรโลงใจ และเพื่อการเรียนรู้นั่นเอง

การเลี้ยงมดในไทยยังไม่เป็นแพร่หลาย เรียกว่าเป็นส่วนน้อยเลยก็ได้ จึงทำให้ความรู้และวิธีด้านการเลี้ยงมดยังไม่มีการเผยออกมามากนัก แต่ขอขอบคุณเพจ คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand ที่ได้แบ่งปันความรู้ส่วนนี้ไว้

วิธีการเลี้ยงมด

พื้นฐาน วิธีเลี้ยงดูมด และ การทำรังมดเริ่มต้น

 มดตะลาน

ก่อนอื่นเลย สำหรับมือใหม่ ที่อยากเลี้ยงมด ถ้าถามว่า มดอะไร เลี้ยงง่ายสุด ผมคิดว่า คงเป็น มดตะลาน เหตุผลคือ มดตะลาน เป็นมดที่ตัวใหญ่ มีขนาดหลากหลาย มีมดทหารด้วย เลี้ยงดูง่าย อดทน ไม่ค่อยเรื่องมาก การเจริญเติบโต ไม่เร็วไม่ช้าเกินไป และ หาได้ทั่วๆไป

1. นางพญามด

รู้จักมด และวิธีแยก นางพญาทั้ง 2 ประเภทแบบคร่าวๆคือ ดูที่ตูด ถ้าตูดใหญ่ๆ หัวเล็กๆ คือพวก Fully ถ้าตูดเล็กๆ แฟบๆ ตัวเรียวๆ คือพวก Semi

1.1 Fully-Claustra นั้นไม่ต้องการอาหาร ในช่วงที่สร้างรัง (หลังจากจับนางพญา ที่เพิ่งออกบินหารัง) โดนสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่กินอะไรเลย เป็นเดือน จนกว่า จะมีมดงานตัวแรกเกิดขึ้นมา (มดงานจะหาอาหารไปป้อนนางพญา) เพราะนางพญามีอาหารสะสมมาไว้ก่อนแล้วในตูดของมันรวมถึงสามารถสร้างอาหารด้วยตัวเอง(เดี๋ยวมาเขียนต่อ) เช่น นางพญา มดตะลาน, มดคันไฟ, มดง่าม, มดที่ตูดเป็นรูปหัวใจ (Crematogaster), มดส้ม(ที่กินไข่มดแดง), มดน้ำผึ้ง

นางพญามดประเภทนี้ หลังจากเราจับมาแล้ว ให้เอาใส่ไว้ในหลอดทดลอง ทิ้งเอาไว้ในห้องมืด รบกวนให้น้อยที่สุด นางพญาจะวางไข่ และ นำอาหารสะสมมาเลี้ยงตัวอ่อนเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย จนกว่าจะมีมดตัวแรกออกมาจากดักแด้

แต่บางคนก็หยดน้ำหวาน ให้นางพญาไว้ดื่ม อาทิตย์ละ 1 หยด เพื่อเป็นพลังงานให้นางพญา แต่ผู้มีประสบการณ์หลายคนบอกว่า ไม่ควรยุ่งหรือ ทำอะไรกับมันเลย เพราะตามธรรมชาติ นางพญามด fully จะขังตัวเองเอาไว้ใต้ดิน หรือ ในขอนไม้ รอจนกระทั่งมีมดงาน แล้ว มดงานออกไปหาอาหารให้ และ การที่เรารบกวนมัน อาจจะทำให้นางพญาเครียด และ กินไข่ตัวเองได้ (อันนี้เจอมากับตัว เปิดกล่องจะให้อาหาร แล้วนางพญา semi ตกใจ หันไปจับไข่ตัวเองขึ้นมากินหมดเลย)

1.2 Semi-Claustra คือ มดที่นางพญา ไม่มีอาหารสำรองติดมาด้วย ตอนบินออกจากรัง มดพวกนี้ ต้องการอาหาร และ น้ำหวาน ในช่วงที่สร้างรัง (ก่อนออกไข่-หลังออกไข่-ระยะดูแลตัวอ่อน-หลังมีมดงาน?) เช่น นางพญา มดเขี้ยวโง้ง, มดกระโดด, มดตะนอย

นางพญามดประเภทนี้ หลังจากที่จับนางพญาได้แล้ว ต้องคอย ให้อาหาร และ น้ำหวาน ด้วย

มีนางพญามดเพียงไม่กี่ชนิด ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะฉนั้น หลังจากจับนางพญามดได้มา ควรแยก 1 ตัว ต่อ 1 หลอดทดลอง

2. อาหารของมด
 อาหารของมด

มดต้องการอาหารหลากหลาย ไม่ควรให้อาหารมด ชนิดเดียว ซ้ำๆซากๆ มดต้องการ อาหารหลักๆ 2 อย่าง คือ โปรตีน และ น้ำตาล

  • มด มีกระเพาะ 2 อย่าง คือ กระเพาะ ของตัวมดเอง และ กระเพาะ social

กระเพาะ social เป็น กระเพาะ ที่มดเก็บอาหารไว้ แต่สามารถแจกจ่ายอาหารที่เก็บไว้ ให้กับมด หรือ ตัวอ่อนได้ ทางปาก เพราะงั้นไม่ต้องตกใจ ถ้ามีมดแค่ไม่กี่ตัวออกมากินอาหาร เพราะ มดที่ออกมากินอาหาร จะนำอาหารไปแบ่งมดตัวอื่นๆเอง

2.1 โปรตีน คือ สารอาหารที่นางพญามด กินเพื่อสร้างไข่ และ มดงานนำไปป้อนให้หนอนตัวอ่อนกิน เพื่อพัฒนาเป็นดักแด้ ถ้าเราให้โปรตีนน้อย นางพญาจะออกไข่น้อย และ เมื่อหนอนตัวอ่อนได้รับโปรตีนน้อย การพัฒนาเมื่อเป็นตัวจะไม่ดี มดจะออกมาตัวเล็ก เหมือนเช่น มดชุดแรกของ พวกนางพญา Fully-Claustra มดชุดแรกของนางพญา จะมีน้อย อาจจะ ไม่เกิน 10 ตัว หรือ อาจจะเยอะกว่า 10 แล้วแต่สายพันธุ์ เรียกว่า Nanitic เป็นมด ที่เรียกว่า ชุดก่อตั้งรัง มดงานที่ออกมาในชุดแรก ตัวจะเล็ก เนื่องจากนางพญามด ไม่ได้มีโปรตีนจากภายนอกป้อนให้ตัวอ่อนชุดแรก

โปรตีน เช่น พวกแมลงทั้งหลาย จิ้งหรีด หนอนนก แมงมุม หรือ ไก่อบ ไก่ทอด ไก่ต้ม

ถ้าจับแมลงมาจากธรรมชาติมาให้มด ควรจะเอาแช่ฟรีสไว้ก่อนสักระยะหนึ่ง เพราะแมลงเหล่านั้น อาจเป็นพาหะ นำเชื้อ หรือ ปอรสิต ต่างๆ มาติดมดเราได้ (จากประสบการณ์ เอาจิ้งหรีดที่จับจากนอกบ้าน ให้มดกิน ผ่านไป 1 วัน จิ้งหรีดตัวนั้น มีหนอนสีขาวไต่เต็มไปหมด) (กับจิ้งหรีดอีกตัว อยู่ดีๆ มีแมลงบินออกมา)

ไม่ควรให้อาหารมดเยอะจนเกินไป มือใหม่ส่วนใหญ่ คิดว่า ยิ่งให้อาหารมดเยอะ ยิ่งดี โดยไม่ทันคิดว่า มดมีขนาดตัวเล็กนิดเดียว จะกินอะไรเยอะแยะ ยิ่งในรังขนาดเล็ก ยิ่งไม่ควรให้เยอะจนเกินไป เพราะมดจะนำอาหารที่เหลือ ไปเก็บเอาไว้ในรัง หรือ อาจจะไปแปะไว้ตรงสำลี ทำให้เชื้อราขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่นอน

มดรังเล็กๆ ขนาดของมดงานไม่เกิน 10-20 ตัว ให้อาหารแค่ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ก็พอแล้ว แล้วค่อยเพิ่ม จำนวน อาหาร และ วัน ตามจำนวนของ มดงาน และ ตัวอ่อน

2.2 น้ำตาล คือ สารอาหารที่กินเพื่อเป็นพลังงาน ได้จาก น้ำผึ้งผสมน้ำ หรือ น้ำเฮลบลูบอยผสมน้ำ (ผสมน้ำดื่ม ไม่ใช่น้ำก้อก) หรือ จากผลไม้ต่างๆ (ควรเป็นผลไม้ออกานิก ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง) เช่น แอปเปิ้ล โดนปลอกเปลือกออก ป้องกันสารเคมีที่อาจติดมากับเปลือก

ช่วงแรกๆ ให้น้ำหวานมด อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ก็พอ อาจจะให้บ่อยขึ้น 2 วันครั้ง เมื่อมดมีจำนวนมากขึ้น

2.3 น้ำ มดสามารถรับน้ำได้จาก น้ำหวาน หรือ อาหารที่เราให้ แต่เราสามารถ ตั้งน้ำทิ้งไว้ให้มดดื่มโดยเฉพาะได้เหมือนกัน จากประสบการณ์ มด ทั้ง 15 รัง มดทุกรัง กินน้ำปล่าว ด้วย (ควรเป็นน้ำดื่ม ไม่ใช่น้ำก้อก)

3. ที่อยู่อาศัยของมด
 ที่อยู่อาศัยของมด

หรือ รัง ควรเป็นพื้นที่ ที่ทำให้มดรู้สึกปลอดภัย รังควรจะมีความชุ่มชื้น เพราะ ตัวอ่อนของมดต้องการความชื้น

มีมดไม่กี่ชนิด ที่ไม่ต้องการความชุ่มชื้นในรัง เช่นมดตะนอย แต่มดส่วนใหญ่แล้ว ต้องการความชุ่มชื้นในรังทั้งนั้น (ความชื้นในรัง ไม่ได้หมายความว่า น้ำนอง แต่หมายถึงความชื้นในอากาศ)

การที่ความชื้นมากเกินไป หรือ น้อยเกินไป จะทำให้ตัวอ่อนมดตาย

รัง “เริ่มต้น” ของมด ที่ใช้ได้ดี ราคาถูก ใช้โดยคนเลี้ยงมดทั่วโลกคือ หลอดทดลอง โดยใส่น้ำ ลงไป 1 ส่วน 3 ของหลอดทดลอง แล้วใช้สำลีดันอุดลงไปให้ปลายสำลีน้ำซึมนิดๆแต่ไม่เปียก และใช้สำลีปิดตรงส่วนปากหลอดทดลองเอาไว้ อากาศที่ผ่านทางสำลี มีพอเพียงสำหรับมดที่จะใช้หายใจ(ดูรูปภาพประกอบ)

การที่เราเหลือพื้นที่ไว้ให้มด 2 ส่วน เนื่องจาก มด แต่ละชนิด ต้องการความชื้น ไม่เท่ากัน มดที่ต้องการความชื้นมาก จะ ตั้งรัง และ ตัวอ่อนไว้ใกล้ๆกับสำลีฝั่งเปียกน้ำ ส่วนมดบางชนิดที่ต้องการความชื้นน้อยลงมา จะตั้งรัง และ ตัวอ่อน ขเยิบออกมาด้านสำลีแห้ง

  • มดที่อยู่ในหลอดทดลองนี้นานๆ ตรงสำลีส่วนเปียก จะมีสีเหลือง หรือ สีน้ำตาล ไม่ต้องตกใจ นั้นคือของเสียของมดที่มดขับถ่ายออกมา (ขี้หรือเยี่ยว)
  • ให้เปลี่ยนหลอดทดลอง สำลี น้ำ ให้มดใหม่ เมื่อ เห็นว่า สำลีฝั่งเปียก สกปรกมากดำๆ หรือ น้ำมีสีเหลือง อย่างเห็นได้ชัด
  • ไม่ควรให้มีอากาศอยู่ภายในฝั่งสำลีเปียก เพราะอากาศสามารถดันออกมา และทำให้เกิดน้ำท่วมในภายหลังได้
  • เช็คสำลีฝั่งเปียกให้ดีๆ ควรจะให้สำลีแน่น เพื่อมดจะไม่สามารถดึงหลุดได้ เพราะจะทำให้เกิดน้ำท่วม
  • ไม่ควรให้ฝั่งเปียกแห้ง
4. Outworld

พื้นที่สำหรับหาอาหารของ มดพื้นที่หาอาหารของมดนั้น มีประโยชน์มากๆ ทำให้เวลาเราให้อาหาร เราไม่ต้องรบกวนมดมาก ไม่ทำให้ส่วนรังของมดนั้นสกปรก และ มดยังใช้พื้นที่ Outworld นี้ ในการนำขยะต่างๆ ออกมากองทิ้ง

เราจะหาอะไรมาทำเป็น Outworld ก็ได้ หรือ อาจจะหากล่องพลาสติก มาใส่หลอดทดลองเอาไว้ ตามรูปที่ 2 ก็ได้เช่นกัน

5. อุณหภูมิที่เหมาะสม

ในการเลี้ยงมด มีหลักการง่ายๆคือ อากาศที่อบอุ่น จะทำให้มดเติบโตไว อากาศที่หนาว จะทำให้มดหยุดการเจริญเติมโต หรือ เติบโตช้า อากาศที่ร้อนเกินไป จะทำให้มดตาย

รู้จักมด กันไปแล้วทำให้เห็นเลยว่าการเลี้ยงมดไม่ใช่เรื่องที่ง่ายจริง ๆ แต่ก็คุ้มค่าในการลองเลี้ยงดูนะ

SLOTXO กับรางวัลแจ็คพอตให้โชค รู้จักกับเกม SLOTXO เกมสล็อตที่เล่นง่าย  ไม่ซับซ้อน อาศัยดวงบวกกับช่วงจังหวะของเวลา

อ่านบทความเพิ่มเติม เหตุผล 5 อย่าง ที่บอกว่าทะเลช่วยเยียวยาจิตใจได้ 5เหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจไปเที่ยวทะเลได้อย่างง่ายดาย

Close